คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2019

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ คุณครูสุทิศา ไชยโชติ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

ชื่อเรื่อง           รายงานผลการพัฒนาบทเรียนสื่อประสมเรื่อง ของไหล รายวิชาฟิสิกส์ 3

รหัสวิชา  ว30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม

สถานศึกษา    โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม

ผู้วิจัย             นางสุทิศา  ไชยโชติ

ปีการศึกษา       2560

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อพัฒนาบทเรียนสื่อประสมเรื่อง ของไหล  รายวิชาฟิสิกส์ 3 รหัสวิชา ว30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80                (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียน สื่อประสมเรื่อง ของไหล รายวิชาฟิสิกส์ 3 รหัสวิชา ว 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสื่อประสมเรื่อง ของไหล รายวิชาฟิสิกส์ 3   รหัสวิชา ว 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 32 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster  random  Sampling) โดยใช้หน่วยสุ่มเป็นห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) บทเรียนสื่อประสมเรื่อง ของไหล รายวิชาฟิสิกส์ 3 รหัสวิชา ว 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 ชุด   (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ของไหล เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่ามีความยากง่าย (p) ตั้งแต่ 0.30 – 0.67 มีค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.36 – 0.63 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสื่อประสมเรื่อง ของไหล มีรายการประเมินจำนวน 17 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t – test Dependent Samples)

ผลการวิจัยพบว่า

1.บทเรียนสื่อประสมเรื่อง ของไหล รายวิชาฟิสิกส์ 3 รหัสวิชา ว 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 82.42/84.79 ซึ่งสูงกว่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสื่อประสมเรื่อง ของไหล รายวิชาฟิสิกส์ 3 รหัสวิชา ว 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสื่อประสมเรื่อง ของไหล รายวิชาฟิสิกส์ 3   ว 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับ พึงพอใจมากที่สุด

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ คุณครูวิเชียร ไชยโชติ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

ชื่อเรื่อง           รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ โดยการใช้ชุดการเรียนรู้ตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เรื่อง เคมีอินทรีย์ รายวิชา เคมี 5 รหัสวิชา ว30225 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม

สถานศึกษา      โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม

ผู้วิจัย             นายวิเชียร  ไชยโชติ

ปีการศึกษา      2560

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เรื่อง เคมีอินทรีย์ รายวิชาเคมี 5 รหัสวิชา ว30225 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E)

 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึงวิทยาคม จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ      ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 27 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) ชุดการเรียนรู้ตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เรื่อง เคมีอินทรีย์ รายวิชา เคมี 5 รหัสวิชา ว30225 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง เคมีอินทรีย์ เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่าย (p) ตั้งแต่ 0.53 – 0.73 มีค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.51 – 0.77 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เรื่อง เคมีอินทรีย์ รายวิชา เคมี 5 รหัสวิชา   ว30225 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีรายการประเมินจำนวน 17 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t – test

ผลการวิจัยพบว่า

1. ชุดการเรียนรู้ตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เรื่อง เคมีอินทรีย์ รายวิชา เคมี 5 รหัสวิชา ว30225 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 76.34/78.89 ซึ่งสูงกว่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยชุดการเรียนรู้ตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เรื่องเคมีอินทรีย์ รายวิชา เคมี 5 รหัสวิชา ว30225 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เรื่อง เคมีอินทรีย์ รายวิชา เคมี 5 รหัสวิชา ว30225 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับ พึงพอใจมากที่สุด

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ คุณครูญาณิศา คูณวงษ์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

ชื่อเรื่อง           การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร โดยใช้

กระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ 5Es สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผู้ศึกษา          นางญาณิศา  คูณวงษ์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

                      โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม ตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ

ปีที่พิมพ์        2561

บทคัดย่อ

         การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร โดยใช้กระบวนการสืบเสาะ

หาความรู้ 5Es สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อ  พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5Es เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์    ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ศึกษาพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5Es กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม ที่เรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ 5 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 41 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Pre Experimental Designs) ใช้รูปแบบหนึ่งกลุ่มสอบก่อน-สอบหลัง (One Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมและแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5Es สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ  3) แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ประกอบด้วยรายการประเมิน จำนวน 11 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร วิชาคณิตศาสตร์ 5 จำนวน 1 ชุด มีข้อคำถาม 15 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ t-test แบบ Dependent Group และนำข้อค้นพบมาสรุปในเชิงพรรณนาวิเคราะห์ ประเมินสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งนำไปสู่การสรุปผลการวิจัย

ผลการวิจัย พบว่า

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ

83.10 /81.83 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด

2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  

3. นักเรียนมีพฤติกรรมการทำงานกลุ่มในการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตรอยู่ในระดับดี

4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร วิชาคณิตศาสตร์ 5 โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5Es อยู่ในระดับมาก

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ คุณครูสมภพ โคตพันธ์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

 

ชื่อเรื่อง  :  การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมทักษะ

                การคิดวิเคราะห์วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ชื่อผู้วิจัย : นายสมภพ โคตพันธ์  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

                โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ

ปีที่วิจัย     2560 – 2561

บทคัดย่อ 

 

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อศึกษาผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การดำเนินการวิจัยมี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการ  คิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขั้นตอนที่ 4 ศึกษาความพึงพอใจของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียน   ไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 40 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ประกอบด้วย 1)แบบสอบถาม 2)ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 ชุด  2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10  แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยาก 0.30- 0.67 ค่าอำนาจจำแนก 0.38-0.92 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และสถิติทดสอบ t-test แบบ dependent samples

 

ผลการวิจัยพบว่า 

  1. ผลจากการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับผู้บริหาร ได้มีการส่งเสริมการจัดแหล่งวิทยาการต่าง ๆ ในโรงเรียนให้สอดคล้องกับสภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอน ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมปฏิบัติอยู่ในระดับดี ปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เป็นปัญหาของครู โดยภาพรวม มีปัญหาระดับมาก ได้แก่ ครูขาดนวัตกรรมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ ครูขาดการพัฒนาเทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใหม่ๆ ปัญหาที่เกิดจากนักเรียน โดยภาพรวมมีปัญหาในระดับมาก ได้แก่ นักเรียนขาดความสนใจในการเรียน และความต้องการของครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ คือครูต้องการพัฒนานวัตกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทันสมัย ต้องการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในหัวข้อใหม่ๆ อย่างหลากหลาย โดยเน้นให้สามารถนำไปใช้ได้จริง และต้องการสื่อ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเหมาะสมและเพียงพอ ปัญหาในการเรียนวิชาสุขศึกษา 5 ของนักเรียน ได้แก่ ครูขาดสื่อในการสอน ทำให้ไม่น่าสนใจ นักเรียนได้เสนอความต้องการที่จะเรียนวิชาสุขศึกษา 5 อย่างมีความสุข โดยให้ครูจัดหาสื่อการสอนที่หลากหลาย
  2. ประสิทธิภาพของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ  82.60/85.56 ซึ่งซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
  3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่าหลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
  4. ความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาสุขศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับมากโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.27

 

 

 

 

 

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ คุณครูสมภพ โคตพันธ์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

เรื่อง           การพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ

                 ประกอบแบบฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับ

                 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 

ชื่อผู้วิจัย      นายสมภพ  โคตพันธ์

ปีที่วิจัย        ปีกานศึกษา 2558 – 2559

บทคัดย่อ

             การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบแบบฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบแบบฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบแบบฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบแบบฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การดำเนินการวิจัยมี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบแบบฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบแบบฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ขั้นตอนที่ 3 การทดลองพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบแบบฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ขั้นตอนที่ 4 การปรับปรุงและแก้ไขการพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบแบบฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 36 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 5 ชนิด คือ 1) แบบสอบถาม 2) แบบฝึกทักษะกีฬาฟุตบอล 13 ชุด 3) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 13 แผน 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยาก 0 .60 – 0.67 ค่าอำนาจจำแนก 0.40 – 0.60 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.82 วิเคราะห์สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และสถิติทดสอบ t-test แบบ dependent samples

 

สรุปในเชิงพรรณนาวิเคราะห์

            สรุปผลการวิจัย ได้ดังนี้

                 ผลการวิจัยพบว่า 

  1. ผลจากการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สภาพการการพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบแบบฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สำหรับผู้บริหารได้มีการส่งเสริมการจัดแหล่งวิทยาการต่าง ๆในโรงเรียนให้สอดคล้องกับสภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอน วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมปฏิบัติอยู่ในระดับดีมาก ปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เป็นปัญหาของครู โดยภาพรวม มีปัญหาระดับมาก ได้แก่ ครูขาดนวัตกรรมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ ครูขาดการพัฒนาเทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใหม่ๆ ปัญหาที่เกิดจากนักเรียน โดยภาพรวมมีปัญหาในระดับมาก ได้แก่ นักเรียนมีทักษะพื้นฐานในการเล่นฟุตบอลต่ำ และความต้องการของครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ คือครูต้องการพัฒนานวัตกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทันสมัย ต้องการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในหัวข้อใหม่ๆ อย่างหลากหลาย โดยเน้นให้สามารถนำไปใช้ได้จริง และต้องการสื่อ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เหมาะสมและเพียงพอ ปัญหาในการเรียนวิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) ของนักเรียน ได้แก่ ครูผู้สอนขาดการพัฒนาเทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใหม่ๆ นักเรียนได้เสนอความต้องการที่จะเรียนวิชาวิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) อย่างมีความสุข โดยให้ครูจัดหานวัตกรรมที่หลากหลายและวัสดุอุปกรณ์เพียงพอ
  2. ประสิทธิภาพของการพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบชุดฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.90/85.27 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80 / 80
  3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่พัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบชุดฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่าหลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
  4. ความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียนที่พัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอล โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบชุดฝึกทักษะ วิชาพลศึกษา (ฟุตบอล) เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด