คลังเก็บรายเดือน: มีนาคม 2018

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ คุณครูประกาศิต จินดาศรี

ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่ององค์ประกอบคอมพิวเตอร์ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ผู้ศึกษา นายประกาศิต จินดาศรี

ปีการศึกษา 2560

บทคัดย่อ 
ในการศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) หาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่ององค์ประกอบคอมพิวเตอร์ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่ององค์ประกอบคอมพิวเตอร์ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เปรียบเทียบคะแนนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช์วยสอน เรื่ององค์ประกอบคอมพิวเตอร์ สําหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่ององค์ประกอบคอมพิวเตอร์ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ อําเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จํานวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย คือ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่ององค์ประกอบคอมพิวเตอร์ สําหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่ององค์ประกอบคอมพิวเตอร์ แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จํานวน 40 ข้อ ซึ่งมีควาความยากรายข้อตั้งแต่ .42 ถึง .78 ค่าอํานาจ จําแนกรายข้อตั้งแต่ .22 ถึง .56 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .994 3) แบบวัดความพึงพอใจ ที่มีต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่ององค์ประกอบคอมพิวเตอร์ สําหรับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 จํานวน 20 ข้อ ซึ่งมีค่าอํานาจจําแนกรายข้อตั้งแต่ .21 ถึง .68 และค่า ความเชื่อมั่นของแบบวัดทั้งฉบับ 0.892 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test (Dependent Samples)

ผลการศึกษาพบว่า

1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่ององค์ประกอบคอมพิวเตอร์ สําหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.05/87.92 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2) ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่ององค์ประกอบคอมพิวเตอร์ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.7242 ซึ่งหมายถึงนักเรียนมีพัฒนาการ คิดเป็นร้อยละ 72.42 3) นักเรียนที่เรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่ององค์ประกอบ คอมพิวเตอร์ โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มีคะแนนสอบ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง องค์ประกอบคอมพิวเตอร์ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมาก

http://pbk.ac.th/wp-content/uploads/2018/03/258531_บทคัดย่อ.pdf

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ คุณครูปนัดดา หล้าคำ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

ชื่อเรื่อง : การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบ ที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้วิจัย : นางปนัดดา หล้าคำ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ปีที่วิจัย : 2560
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบ ที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ดังนี้ 3.1) เพื่อหาประสิทธิภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 3.2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียน ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริมการแก้ปัญหา เชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3.3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริม การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3.4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริมการแก้ปัญหา เชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเพื่อทดลองใช้รูปแบบของการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 45 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 5 ชนิด คือ 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น 2) แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ 3) แบบทดสอบวัดการแก้ปัญหาเชิง สร้างสรรค์ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มี ต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริม การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Dependent t – test และน าเสนอข้อมูล เชิงคุณภาพด้วยการพรรณนาวิเคราะห์

ผลการวิจัย พบว่า

1. ข้อมูลพื้นฐานและความต้องการเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด เชิงออกแบบที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ ส่วนมากยังไม่ให้ความสำคัญ ในการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับของผู้เรียน จึงส่งผลให้ผู้เรียนต้องการ พัฒนาการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งกิจกรรมที่ครูจัดให้นักเรียนยังไม่มีความลุ่มลึกพอ ที่จะเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ให้บรรลุผล 2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริมการแก้ปัญหา เชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการแนวคิด ทฤษฎีพื้นฐานของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 4) การวัดผลและประเมินผล ทั้งนี้ได้สังเคราะห์ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ได้ 5 ขั้น ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ รายละเอียดของปัญหา 2) ระบุความต้องการแก้ปัญหา 3) ขั้นสืบเสาะหาแนวทางแก้ไข 4) ขั้นใส่ใจสร้างต้นแบบ 5) ขั้นนำไปใช้และประเมินผลงาน และได้รับการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญในระดับเหมาะสมมากที่สุด 3. ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบ ที่ส่งเสริม การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปรากฏ ดังนี้ 3.1 ประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบ ที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.60 /85.56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 3.2 ผลการเปรียบเทียบคะแนนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนและหลังการเรียน ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริมการแก้ปัญหา เชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถติ ที่ระดับ .01 3.3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบ การจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า หลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3.4 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

http://pbk.ac.th/wp-content/uploads/2018/03/บทคัดย่อ-การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดเชิงออกแบบที่ส่งเ.pdf

 

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ คุณครูอำพร สะดวก ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

 

ชื่อเรื่อง        การพัฒนาการเรียนรู้ วิชาการผลิตไม้ประดับ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

                    สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม

ชื่อผู้วิจัย       นางอำพร  สะดวก ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

                    โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ  องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ

บทคัดย่อ

       การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาการเรียนรู้ วิชาการผลิตไม้ประดับ สร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ศึกษาทักษะการปฏิบัติงาน หลังผ่านการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และศึกษาความพึงพอใจต่อการ%E