คลังเก็บรายเดือน: สิงหาคม 2017

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ คุณครูพงศ์วิพัฒน์ จุฬามณี ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง            :  รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวัสดุช่างอุตสาหกรรม

                          รหัสวิชา ง 30222 เรื่อง วัสดุ เครื่องมืองานช่างก่อสร้าง ที่เน้นการเรียนรู้

                          แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม

                         อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ

ชื่อผู้วิจัย           : นายพงศ์วิพัฒน์  จุฬามณี

ปี พ.ศ.              : 2559

                   การศึกษาเพื่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวัสดุช่างอุตสาหกรรม เรื่อง วัสดุ เครื่องมือ              งานช่างก่อสร้าง ที่เน้นการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวัสดุช่างอุตสาหกรรม เรื่อง วัสดุ เครื่องมืองานช่างก่อสร้าง ที่เน้นการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนไพรบึงวิยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รายวิชาวัสดุช่างอุตสาหกรรม เรื่อง วัสดุ เครื่องมือ งานช่างก่อสร้าง สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ และ 3) เพื่อศึกษา  ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวัสดุช่างอุตสาหกรรม เรื่อง วัสดุ เครื่องมืองานช่างก่อสร้าง ที่เน้นการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนไพรบึงวิยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ      

                 ดำเนินการโดยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำการวิเคราะห์ กำหนดเป็นกรอบแนวคิด จัดสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) นำเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญทำการประเมิน รวบรวมข้อมูลเพื่อทำการวิเคราะห์และสรุปผลนำไปปรับปรุงแก้ไข จัดสร้างเป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ฉบับสมบูรณ์ ประกอบด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน ใบความรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบหลังเรียน นำไปใช้จัดการเรียนการสอนกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 31 คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ประเมินชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบหลังเรียนของชุดชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบทดสอบประมวลความรู้หลังเรียน แบบวิเคราะห์ความสอดคล้องของแบบทดสอบ แบบสอบถามความพึงพอใจของครูผู้สอน และนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน รายวิชาวัสดุช่างอุตสาหกรรม รหัสวิชา ง 30222 ที่สอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

                ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวัสดุช่างอุตสาหกรรม เรื่อง วัสดุ เครื่องมือ งานช่างก่อสร้าง รหัสวิชา ง 30222 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เท่ากับ 85.52/85.24 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวัสดุช่างอุตสาหกรรม เรื่อง วัสดุ เครื่องมือ งานช่างก่อสร้าง รหัสวิชา ง 30222 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนร้อยละ 28.23 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน รายวิชาวัสดุช่างอุตสาหกรรม เรื่อง วัสดุ เครื่องมือ งานช่างก่อสร้าง รหัสวิชา ง 30222  ที่สอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับ มาก

 

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ คุณครูจันจิรา จงรักษ์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

ชื่อเรื่อง       การพัฒนาบทเรียนออนไลน์   วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

                  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ชื่อผู้วิจัย       นางสาวจันจิรา  จงรักษ์

ปีที่วิจัย        2559

บทคัดย่อ

       การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร   สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประชากรของการวิจัยในครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559  จำนวน  163  คน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 32 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม (Cluster  Random  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 16  แผนการจัดการเรียนรู้  2) บทเรียนออนไลน์จำนวน 14 บทเรียน 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 40 ข้อ  และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 ข้อคำถาม ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบคุณภาพ ด้านความสอดคล้องจากผู้เชี่ยวชาญ

            ผลการวิจัย พบว่า

            การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นไปตามเกณฑ์  80 / 80  ที่ตั้งไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์  วิชา  เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 หลังเรียนและก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ คุณครูสถาพร ทำทอง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

ชื่อเรื่อง      การวิจัยและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทย

                  โดยการประยุกต์ใช้เทคนิค CIRC  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ชื่อผู้วิจัย      สถาพร  ทำทอง

ปีที่วิจัย       2558

บทคัดย่อ

 การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความต้องการในการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5  2) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทย โดยการประยุกต์ใช้เทคนิค CIRC  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/ 80 3) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านวรรณคดีไทยก่อนและหลังเรียน ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทย โดยการประยุกต์ใช้เทคนิค CIRC          4) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5   ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทย โดยการประยุกต์ใช้เทคนิค CIRC  

 ตัวอย่างในการวิจัยได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม  อำเภอไพรบึง  จังหวัดศรีสะเกษ  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา 2558  จำนวน  31  คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทย โดยการประยุกต์ใช้เทคนิค CIRC  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้   การอ่านวรรณคดีไทย โดยการประยุกต์ใช้เทคนิค CIRC  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 12  ชุด   3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ  4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ จำนวน 1 ชุด เครื่องมือเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ

ผลการวิจัย พบว่า

            ความต้องการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ตามความคิดเห็นของนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  มีความต้องการในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากชุดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทย โดยการประยุกต์ใช้เทคนิค CIRC  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05  ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทย โดยการประยุกต์ใช้เทคนิค CIRC  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก                                                

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ คุณครูเสาวภา พรหมทา ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง

เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ รายวิชาการประยุกต์งานประดิษฐ์

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

ชื่อผู้วิจัย นางเสาวภา  พรหมทา ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม  ตำบลไพรบึง  อำเภอไพรบึง  จังหวัดศรีสะเกษ

ปีที่พิมพ์ 2559

 

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง  เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ รายวิชาการประยุกต์ งานประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อหาประสิทธิภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ รายวิชาการประยุกต์งานประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อศึกษาทักษะความคิดสร้างสรรค์ รายวิชาการประยุกต์งานประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4           4) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียน  ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ รายวิชาการประยุกต์งานประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี     การสร้างความรู้ด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ รายวิชาการประยุกต์            งานประดิษฐ์

  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ปีการศึกษา 2559 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ รายวิชาการประยุกต์งานประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ      ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า  t – test แบบ dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัย พบว่า  

1) ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี   การสร้างความรู้ด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ รายวิชาการประยุกต์งานประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.60/85.56 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลการประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับ    ดีมาก ( = 16.75) 3) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนโดยจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ รายวิชาการประยุกต์งานประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนมีค่าเท่ากับ ( = 34.18 S.D.= 0.81 ) สูงกว่าก่อนเรียนที่มีค่าเท่ากับ ( = 21.35 ,   S.D.=1.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ 4) ผลการศึกษาความคิดเห็นนักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ รายวิชาการประยุกต์งานประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.26,S.D. = 0.55 )  ซึ่งยอมรับสมมติฐานการวิจัย

 

 

ชื่อเรื่อง     การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการ

               ทำงาน รายวิชางานประดิษฐ์ 1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ชื่อผู้วิจัย   นางเสาวภา  พรหมทา  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

               โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม  ตำบลไพรบึง  อำเภอไพรบึง  จังหวัดศรีสะเกษ

ปีที่พิมพ์   2558

บทคัดย่อ

                 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทำงาน รายวิชางานประดิษฐ์ 1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  2) เพื่อหาประสิทธิภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทำงาน รายวิชางานประดิษฐ์ 1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อศึกษาทักษะกระบวนการทำงาน รายวิชางานประดิษฐ์ 1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  4) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2         ก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทำงาน และ 5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทำงาน รายวิชางานประดิษฐ์ 1

                 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ปีการศึกษา 2558 จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่    1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบประเมินทักษะกระบวนการทำงาน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทำงาน รายวิชางานประดิษฐ์ 1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า t –test  แบบ dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา

                 ผลการวิจัยพบว่า

                 1) ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติ        เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทำงาน รายวิชางานประดิษฐ์ 1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.62/85.15 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลการประเมินทักษะกระบวนการทำงานของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก ( =36.71) 3) ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนโดยจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทำงาน รายวิชางานประดิษฐ์ 1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียน มีค่าเท่ากับ ( =   19.47,S.D.=   1.50) สูงกว่าก่อนเรียนที่มีค่าเท่ากับ( =   34.00,S.D.=   0.88) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้  และ 4) ผลการศึกษาความพึงพอใจ ต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทำงาน รายวิชางานประดิษฐ์ 1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.27,S.D.= 0.54)  ซึ่งยอมรับสมมติฐานการวิจัย