คุณครูอำพร สะดวก

 

ชื่อเรื่อง        การพัฒนาการเรียนรู้ วิชาการผลิตไม้ประดับ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

                    สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม

ชื่อผู้วิจัย       นางอำพร  สะดวก ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

                    โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ  องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ

บทคัดย่อ

       การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาการเรียนรู้ วิชาการผลิตไม้ประดับ สร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ศึกษาทักษะการปฏิบัติงาน หลังผ่านการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ วิชาการผลิตไม้ประดับ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม ซึ่งทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม จังหวัดศรีสะเกษ ปีการศึกษา 2560 จำนวน 38 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยการจับสลากห้องเรียน ดำเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โดยใช้ระยะเวลาในการวิจัย 9 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 22 เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2560 ถึงวันที่ 17 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2560 รวมเวลาที่ใช้ในการวิจัยทั้งสิ้น 18 ชั่วโมง

        เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบสอบถามความต้องการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาการผลิตไม้ประดับ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า(Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อ/วัสดุอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนและด้านการวัดผลประเมินผล 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน 3) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การปลูกไม้ประดับ จำนวน 9 ชุด 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 40 ข้อ เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 5) แบบทดสอบย่อยท้ายชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดละ 10 ข้อ เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 6) แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงาน 5 ด้าน ได้แก่ การวางแผนการปฏิบัติงาน มีทักษะการปฏิบัติงาน ทำงานถูกต้องตามขั้นตอน คุณภาพของผลงาน และ งานเสร็จตามเวลาที่กำหนด และ 7) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนรู้วิชา การผลิตไม้ประดับ เรื่อง การปลูกไม้ประดับ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 20 รายการ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการทดสอบค่าที (t-test dependent) สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้

  1. ผลการสำรวจความต้องการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาการผลิตไม้ประดับ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.08 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.44 และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติงาน รายวิชาการผลิตไม้ประดับ พบว่า ควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้ปฏิบัติงาน มีการปฏิบัติงานในสถานที่ที่มีอากาศไม่ร้อน ควรมีอุปกรณ์ในการปฏิบัติให้เพียงพอและควรมีเอกสารประกอบการเรียนเพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง
  2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาการผลิตไม้ประดับ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.05/81.25 โดยพบว่าประสิทธิภาพด้านกระบวนการของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาการผลิตไม้ประดับ (E1) เท่ากับ 80.05 และประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาการผลิตไม้ประดับ (E2) เท่ากับ 81.25 ดังนั้น ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาการผลิตไม้ประดับ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.05/81.25
  3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาการผลิตไม้ประดับ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เป็นไปตามสมมติฐาน
  4. ผลการศึกษาทักษะการปฏิบัติงาน วิชาการผลิตไม้ประดับ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีทักษะการปฏิบัติงานอยู่ในระดับดีมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 14.46 คิดเป็นร้อยละ 80.35 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.39
  5. ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ วิชาการผลิตไม้ประดับ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.00 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.48

          ผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ วิชาการผลิตไม้ประดับ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการนำผลงานการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาอาชีพเกษตรอื่นๆ ต่อไป

 http://pbk.ac.th/wp-content/uploads/2018/03/บทคัดย่องานวิจัย-ครูอำพร.pdf

 

 

ชื่อเรื่อง           รูปแบบการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร เรื่อง การปลูกพืช วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม

                  

ชื่อผู้วิจัย         นางอำพร  สะดวก ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม

                   อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ

บทคัดย่อ

 

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับรูปแบบการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน การสร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน ศึกษาการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร เรื่อง การปลูกพืช วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน ซึ่งทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยการจับสลากห้องเรียน โดยทำการวิจัยตั้งแต่วันที่ 6 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 ถึง วันที่ 31 เดือนมกราคม พ.ศ. 2560 รวม 9 สัปดาห์ ใช้เวลาในการศึกษา 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมเวลา 18 ชั่วโมง

        เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) รูปแบบการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้ จำนวน 40 ข้อ เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 4) แบบทดสอบท้ายกิจกรรมการเรียนรู้ แผนละ 10 ข้อ เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 5) แบบประเมินทักษะกระบวนการทำงานเกษตร 10 รายการ ได้แก่ การประชุมวางแผน การจัดเตรียมเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ การทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การให้ความร่วมมือในการทำงาน การทำงานตามขั้นตอน การเลือกใช้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ การใช้วัสดุอุปกรณ์ การทำความสะอาดเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์และพื้นที่ปฏิบัติงาน ผลงาน และ การปรับปรุงและพัฒนาผลงาน และ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า(Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 6 ด้านคือ ด้านสาระสำคัญ ด้านจุดประสงค์การเรียนรู้ ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อ/วัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน และด้านการวัดผลประเมินผล สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการทดสอบค่าที (t-test dependent) สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้

  1. ความต้องการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในภาพรวมทั้งหมดพบว่า นักเรียนมีความต้องการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.11 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.34 และผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความต้องการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.14 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.40
  2. ประสิทธิภาพของรูปแบบการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน ตามเกณฑ์ 80/80 พบว่า รูปแบบการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.61/84.63
  3. ผลการศึกษาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร พบว่า นักเรียนที่ผ่านการเรียนรู้ตามรูปแบบการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน เรื่อง การปลูกพืช วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) มีกระบวนการทำงานเกษตรอยู่ในระดับดี มีคะแนนเฉลี่ย 24.48
  4. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ตามรูปแบบการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การปลูกพืช วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมติฐาน
  5. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามรูปแบบการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน เรื่องการปลูกพืช วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) พบว่า ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามรูปแบบ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.10 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.38

        ผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาทักษะกระบวนการทำงานเกษตร วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรมีชีวิตเป็นฐาน และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำผลงานการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในวิชาอื่นๆ ต่อไป

http://pbk.ac.th/wp-content/uploads/2018/03/บทคัดย่อ-2.pdf